แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดา ตอปิโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดา ตอปิโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ดา ตอร์ปิโด: ช่องทางสู่การรับรู้..สภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง

ประเวศ  ประภานุกูล, 4 มกราคม 2555


ทีแรกว่าจะไปเยี่ยมดา ตอร์ปิโด วันที่ 30 ธันวาคม 2554    วันสุดท้ายของการทำงานปี 2554   โดยถือโอกาสไปสวัสดีปีใหม่กับดา ด้วย   แต่โทรศัพท์จาก อ.หวาน ทำให้ผมต้องไปก่อน   ไม่ใช่สิ   ไปเยี่ยมดาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 ธันวาคม 2554

ก่อน อื่นขอชี้แจงเรื่องเงินที่มีคนฝากให้ดา   พอผมโพสต์ว่าจะไปเยี่ยมดา   ก็มีคนฝากเงินให้ดาผ่านมาทางผมให้ดา 3 คน   รวมทั้งหมด 5,000 บาท   ในวันที่ 19 ธันวาคม 2554 ที่ผมไปเยี่ยมดา   ผมได้ฝากเงินเข้าบัญชีให้ตามที่ดา บอก 1,000 บาท   ส่วนอีก 1,000 บาท ดาบอกให้ซื้อของให้  เป็นเงิน 649 บาท  เหลือเงินส่วนนี้ 351 บาท   เงินส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท   ดาบอกให้โอนเข้าบัญชีพี่ชายเขา  เพื่อเขาจะได้มีค่ารถมาเยี่ยมดาได้   ผมได้โอนเข้าบัญชีพี่ชายดา..นายกิตติชัย  ชาญเชิงศิลปกุล จำนวน 2,975 บาท ผ่านทาง ATM ที่โอนเพียง 2,975 บาท   เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร(และต่างจังหวัด)อีก 25 บาท

เงิน ส่วนที่เหลือ 351   ในวันที่ไปเยี่ยมดา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554   ดาบอกให้ซื้อของให้อีก   เป็นจำนวนเงิน 336 บาท   สรุปแล้วยังเหลือเงินของดาอยู่ที่ผม 15 บาท

สำหรับเพื่อนๆ   ที่ต้องการช่วยเหลือทางการเงินแก่ ดา ตอร์ปิโด   ขอให้โอนเงินเข้าบัญชีพี่ชายของดาโดยตรง   โดยไม่ต้องผ่านผมอีก  ชื่อบัญชี นายกิตติชัย  ชาญเชิงศิลปกุล บัญชีออมทรัพย์   เลขที่บัญชีดังนี้ครับ
1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาพูนผล  2971258055
2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต  2644402980
3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต  5374061160

และ ก็ตามเคยอย่างเช่นทุกครั้ง   หรือเกือบทุกครั้ง  ที่ไปเยี่ยมดา   ผมจะต้องได้รับรู้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง   แต่คราวนี้ไม่ใช่ชีวิตในช่วงปกติ    หากแต่เป็นช่วงน้ำท่วมเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา

ดังที่ทราบกันดีจากที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้   ดาถูกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่    แต่ในความเป็นจริง   ทัณฑสถานหญิงกลาง   ไม่ได้ย้ายผู้ต้องขังไปทั้งหมด   แต่ยังมีผู้ต้องขังหญิงเหลืออยู่อีกพันกว่าคน    ซึ่งคนที่อยู่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก..ภายใต้การปกครองของ นางอังคนึง  เล็บนาค ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง    และนั่นเป็นสาเหตุแท้จริงที่ย้ายดาไปอยู่ที่อื่น   เพื่อไม่ให้ดาโวยวาย..ร้องเรียน

ขอพูดถึงคนที่ถูกย้ายไปอยู่ ที่อื่นก่อนตามระบบของเรือนจำ   อย่างที่ทุกคนที่เคยไปเยี่ยมดา ทราบดีอยู่แล้ว    การฝากเงินให้ดา  หรือผู้ต้องขังอื่นทุกคน   จะต้องฝากเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องขังคนนั้นๆ    พูดอีกอย่างก็คือ   จ่ายเงินให้เรือนจำนั่นแหละ   แล้วเรือนจำถึงให้ผู้ต้องขังเบิกใช้ทีหลัง   ปัญหาของการย้ายที่คุมขังอยู่ตรงนี้   เมื่อใช้ระบบฝากเงิน  จึงต้องมีบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขัง    แต่ในการย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น

ทัณฑสถานหญิง กลาง..โดยนางอังคนึง  เล็บนาค    ไม่ได้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย    ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่เรือนจำคลองไผ่ทุกคน...ไม่มีสิทธิเบิกเงินที่ญาติฝาก ให้มาใช้ได้เลย    จนบรรดาญาติๆของผู้ต้องขังต้องส่งข่าวบอกๆต่อๆกันไปให้ส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขัง   ส่งผลให้มีการส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขังจากทัณฑสถานหญิงกลาง   ที่ขังอยู่ที่เรือนจำคลองไผ่ในตอนนั้น   เป็นจำนวนถึง กว่า 800,000 บาท  ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว    และ ผอ.เรือนจำคลองไผ่   ก็ได้เปิดบัญชีให้ผู้ต้องขังเหล่านั้น   ซึ่งหลังจากย้ายกลับมาทัณฑสถานหญิงกลาง    ทางเรือนจำคลองไผ่ ก็ได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนมาเข้าบัญชีของผู้ต้องขังที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง

การ ย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น   ไม่ได้ไปเพียงเรือนจำคลองไผ่เท่านั้น   แต่ได้ส่งไปขังที่เรือนจำราชบุรี   และชลบุรี  ด้วย   แต่ทั้ง 2 ที่นั้น   ผอ.เรือนจำ   ได้จึ้..จิก   มาที่นางอังคนึง  เล็บนาค  ให้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย   เพื่อให้ผู้ต้องขังเบิกใช้จ่ายระหว่างที่ถูกขังที่นั่นได้   ทำให้นางอังคนึง  เล็บนาค จำต้องส่งบัญชีไป(เข้าใจว่า..ต้องโอนเงินไปด้วย   และที่ไม่ยอมส่งบัญชีไปก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่ยอมส่ง   หรือจะเก็บไว้กินดอกเบี้ย)

หลังจากย้ายกลับมาแล้ว   นางอังคนึง  เล็บนาค   ยังออกกฎ ไม่ให้ผู้ต้องขังเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากของตนมาใช้อีก 1 สัปดาห์   อ้างว่าต้องเคลียร์บัญชีจากการส่งบัญชีไปเรือนจำอื่น    และดา  กับผู้ต้องขังที่ถุกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่  ก็พลอยเบิกเงินไม่ได้ด้วย..ทั้งที่ไม่ได้ส่งบัญชีไปเรือนจำคลองไผ่

ใน ส่วนของคนที่ถูกขังอยู่ที่เดิม...ทัณฑสถานหญิงกลาง   ชีวิตความเป็นอยู่รันทดลำเข็ญสุดๆ   อย่างที่ทราบกันแล้วว่า   น้ำท่วมคราวนี้หนักหนาสาหัส   แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกปิดข่าว  คือ   ทัณฑสถานหญิงกลาง   ถูกน้ำท่วมด้วย   และท่วมสูงในระดับไม่น้อยกว่า 1 เมตร   ผลคือ   ผู้ต้องขังหญิงต้องยืนอาบน้ำในน้ำท่วมที่สูงถึง..ก้น   และได้อาบน้ำแค่ 3 ขัน..ขอย้ำอีกที...ยืนอาบน้ำในน้ำท่วมสูงถึงก้น   และอาบน้ำเพียง 3 ขัน

ไม่เพียงแค่นั้น   ด้านอาหาร   แต่ละมื้อได้ทานข้าวเพียง 1 ถ้วยเล็กๆ..ขนาด ถ้วยข้าวไหว้ผี   กับข้าวมีเพียงหัวไช้เท้าต้ม    หนักกว่านั้น..บางวันมีเพียง..น้ำข้าว

ชีวิตผู้ต้องขังหญิง ณ ใจกลางประเทศ   แต่มีสภาพชีวิต ไม่ต่างจากสัตว์    น่าอนาถที่ประเทศนี้ยังกล้าประกาศตัวว่าเป็น..เมืองพุทธ
เมืองแห่งศาสนาที่ได้รับยกย่องทั่วโลกว่าเป็น..ศาสนาแห่งสันติภาพ

กับ เรื่องเศร้านี้   ขอจบด้วย จดหมาย ที่มีคนฝากไปให้กำลังใจดา (ขอสงวนชื่อเจ้าของจดหมาย)  เป็นจดหมายจากคนที่ได้ร่วมฝากเงินให้ผมไปส่งต่ดให้ดาด้วย

"เป็นกำลังใจให้ครับ   พี่ดาสู้และยืนหยัดต่อไปนะครับ  สักวันคงมีโอกาสได้พบกัน"

"แม้ จะไม่เคยเจอพี่ดาเลย   แม้ว่าความคิดเราไม่ได้ตรงกันทั้งหมด   แต่ความกล้าหาญของพี่ดาที่จะยืนหยัดในสิ่งที่พี่ดาเชื่อ   ได้ทำให้มโนในสำนึกของผมตื่นขึ้น   ตื่นขึ้นให้เอาธุระกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้   พี่ดาอาจไม่ใช่คนแรกที่โดนคดีนี้   แต่เป็นคนแรกๆที่บอกให้เรารู้ว่า  สังคมไทยเรามีปัญหาเรื่องนี้จริงๆ
แน่นอนว่า  ผมหวังว่าพี่ดาจะพ้นออกจากที่จองจำในเร็ววัน
แน่ นอน  เราหวังว่า  บ้านเราจะเดินทางไปสู่สังคมที่เท่าเทียมที่มีเสรีภาพ  มีความเสมอภาคกัน   แต่ในเวลาเฉพาะหน้านี้  แสงสว่างปลายอุโมงค์นั้นริบหรี่เหลือเกินสำหรับสังคมไทย   ซึ่งผมก็เชื่อว่าพี่เองก็พอสัมผัสได้   แต่ยุคนี้แหละครับ  ที่จะทำให้เห็นความมืดมิดที่สุด   ภูตผีปีศาจและอวิชชา  จะได้ออกอาละวาดตามอำนาจของมันเต็มที่   และยุคนี้เช่นกันที่นักวิชาการอย่างนิติราษฎร์เริ่มจุดไฟในสายลมแล้ว
ยุคนี้คนตัวเล็กตัวน้อยเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่เคยถามกันมาก่อน

พี่ดาเป็นคนเดินนำไปก่อนบนเส้นทางประวัติศาสตร์สายนี้หวังว่าจะได้คุยกับพี่ดานอกขื่อคาพันธนาการนะครับ

รักษาสุขภาพ

แด่ความเสมอภาค  เสรีภาพ  ภราดรภาพ

อ้อ..สุดท้าย(จริงๆ)   ดา เปลี่ยนใจแล้วนะครับ   ตัดสินใจอุทธรณ์   และจะสู้คดีจนถึงที่สุดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

1 เดือนหลังการตัดสินจำคุก ดา ตอปิโด คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

28 กันยายน 2552

ตั้งแต่เธอถูกตัดสินคดีลงโทษ 18 ปี พัศดีปฏิบัติกับเธออย่างเลวร้าย ประการแรก ใช้ป้ายเขียนว่า “อาฆาตมาดร้ายสถาบัน” จากข้อความเดิม “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

ตั้งแต่ศาลอาญาตัดสินคดีแล้ว ผู้คุมปฏิบัติเลวร้ายมากขึ้น เรียกเธอมาข่มขู่ทุกวัน อาจจะเป็นจิตวิทยาในการกำราบนักโทษให้หวาดกลัว แต่ทว่าก็ไม่ได้ผล 100% เธอเล่าว่า นักโทษประเภทหัวแข็งที่ข่มขู่แล้วไม่กลัวก็มีอยู่บ้าง ในที่สุดผู้คุมเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรได้

เธอเคยรับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง ครั้งหนึ่งเธอเคยเตือนนักโทษคนอื่นที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม แต่เธอถูกตอกหน้าจากนักโทษคนนั้น เช้าวันต่อมา เธอยังถูกเยาะเย้ยต่อหน้าผู้คุม ที่เป็นท้าทายกับผู้คุม แต่ผู้คุมดูเหมือนว่าไม่รับรู้

ครั้งหนึ่งเธอทำหัวหน้าห้องด้วยการตักเตือนนักโทษอีกคนหนึ่ง แต่นำไปสู่การตบตี การลงโทษของผู้คุมคือ ลงโทษทั้งสองฝ่ายโดยไม่สนใจถึงเหตุผล ทั้งที่เหตุการทะเลาะมาจากการที่เธอปกป้องผลประโยชน์ของเรือน วิธีการลงโทษนี้ เหมือนกับแก้ปัญหาการทะเลาะของเด็กชั้นประถม

เธอเล่าว่า ถูกแยกขังเดี่ยวตลอดเวลากลางวัน และกลับมานอนร่วมกับผู้ต้องขังอื่นๆ ในเวลากลางคืน โดยที่ผู้ต้องขังอื่นๆ ก็ถูกตักเตือนไม่ให้พูดคุยด้วย และให้ผู้ต้องขังรายอื่นรายงานต่อเจ้าหน้าที่เรือนจำในกรณีที่พูดคุยกับเธอ

การนอนในห้องขังเป็นการเบียดติดกันอย่างแออัด ถ้ามีคนป่วยเป็นไข้หวัดหมู (ทางการไทยเรียกว่า ไข้หวัด 2009) ก็จะติดต่อกันทั้งหมดได้ทันที

เธอได้แต่ภาวนาว่า จะไม่มีไข้หวัดหมูระบาดในเรือนจำ ถ้ามีก็คงไม่ได้รับความสนใจในการบำบัดรักษา เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคน คนในสังคมอาจจะคิก ถ้าพวกนี้ตายก็จะลดภาระงบประมาณรัฐลงไป ดังนั้น จึงเป็นความสิ้นหวังที่เรี้ยกร้องให้มีการจ่ายยาราคาแพงและมีน้อยสำหรับพวกเธอ

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

ดา ตอปิโด – ทายชื่อคนขอเยี่ยมไม่ได้ห้ามเยี่ยม

27 กันยายน 2552

ไปเยี่ยมคุณ ดารณี เชิงชาญศิลปกุล เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2552 ในครั้งนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า กว่าเธอจะได้ออกมาพบ พัศดีให้ทายว่าใครมาเยี่ยม โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าทายไม่ถูก จะไม่ห้ามเยี่ยม ในสถานการณ์นี้ คงไม่นับเป็นล้อเล่นประเภท “อะไรเอ่ย” แต่สร้างความตึงเคียดให้กับผู้ต้องขังมากขึ้น

เธอรู้สึกว่า เกม “อะไรเอ่ย” นี้เป็นการละเมิดและทำร้ายจิตใจต่อผู้ต้องขังรุนแรง เพราะการอยู่ในห้องขังเป็นเรื่องที่ทรมานมากอยู่แล้ว และเมื่อมีคนมาเยี่ยมแล้วไม่ได้เยี่ยมเป็นบีบคั้นจิตใจมากขึ้น

ในทางปฏิบัติยังไม่แน่ชัดว่า เรือนจำได้ใช้วิธี “อะไรเอ่ย” ในการอนุญาตให้เยี่ยมหรือไม่ ถ้าจริง ก็ต้องนับว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง

เธอเล่าว่า พวกนักโทษหัวแข็งหรือประเภทกล้าขัดขืน ผู้คุมก็แทบจะไม่ทำอะไรกับนักโทษกลุ่มนี้ แต่ผู้คุมมักจะข่มขู่กับนักโทษที่พวกเขาสามารถข่มขู่ได้หรือพวกหัวอ่อน

บางคนถูกข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้คุม สิ่งเหล่านี้เป็นสร้างความกดดันอย่างยิ่ง การข่มขู่กับพวกหัวอ่อนอาจจะเป็นการตอบสนองอารมณ์ของผู้คุม อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถทำอะไรกับพวกหัวแข็งจึงต้องหาที่ลง หรือพวกเขาในฐานะพวกอำนาจนิยมที่สามารถใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่น่าแปลกที่ทำไม พวกเขาทำอะไรกับพวกหัวแข็งไม่ได้

เธอเล่าว่า ไม่น่าแปลกใจที่มีนักโทษฆ่าตัวตาย เนื่องจากความกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกวันในระยะเวลายาวนาน คนที่ออกจากเรือนจำ ย่อมเป็นคนผิดปกติทางจิตในที่สุด

การปกครองของเรือนจำในแบบนี้ ย่อมไม่สามารถทำให้คนเลวเปลี่ยนเป็นคนดีได้ เพราะคนสิ้นหวังในการทำความดี นักโทษหลายรายต้องโทษด้วยความผิดเล็กน้อย บางรายต้องรับโทษเพราะคนอื่น เช่น คดียาบ้าบางราย สามีค้า แต่ภรรยาต้องติดคุก เป็นต้น

นอกจากจะออกไปพร้อมกับความผิดปกติทางจิต และยังทำให้คนที่ออกไปมีศีลธรรมที่ต่ำลง

ดา ตอปิโด เห็นว่าสมควรจะต้องทบทวนการปกครองและบริหารนักโทษเพื่อทำให้ผู้พ้นโทษกลายเป็นคนดีของสังคม อาจจะเริ่มต้นกฎหมายราชทัณฑ์ปัจจุบันสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคนี้หรือไม่

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เนวิน ช่วยจ่ายค่าทนายให้ดา ตอปิโด แต่ยังค้างอีก 60,000 บาท

16 กันยายน 2552

กิตติชัย เชิงชาญศิลปกุล พี่ชาย คุณดารณี เล่าว่า ค่าทนายคดีของคุณดา เป็นเงิน 200,000 บาท จำนวนนี้ได้จ่ายไปแล้ว 140,000 บาท เดิมคุณเนวิน ได้จ่ายมา 200,000 บาท เพื่อการประกันตัวแต่ประกันไม่ได้ จึงนำใช้จ่ายเป็นค่าทนาย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายอื่น 60,000 บาทจึงเหลือสุทธิ 140,000 บาท

ตั้งแต่คุณดา ถูกจับ คุณเนวิน ชิดชอบ โอนเงินค่าใช้ของให้ดา ผ่านคุณจ๋า เดือนละ 31,000 บาท เขาได้ฝากให้ดาวันละ 200 บาท เดืนอละ 6,000 บาท ข้าวของเครื่องใช้อื่น 6,000 บาท เขาใช้เงินจำนวนนี้สำหรับการเดินทางมาเยี่ยมและเกี่ยวกับคดี เพิ่งจะแจ้งยกเลิกในเดือนกรกฏาคม

เขาได้พยายามติดต่อ สส. เพื่อไทย แต่ยังไม่มีความคืบหน้า มีการติดต่อกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ แต่ไม่มีการติดต่อกลับมา

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

ดา ตอปิโด – ฝากบอกสามเกลอมาเยี่ยมบ้าง

16 กันยายน 2552

เสื้อที่เธอสวมใส่เป็นชุดน้ำตาลขอบแขนเสื้อขลิบผ้าสีแดง ซึ่งหมายถึง นักโทษค้ายาบ้า 1 ล้านเม็ด และโทษ 18 ปี ของเธอมากกว่าผู้ยาเสพติดรายใหญ่หลายราย วันนี้เธอฟังคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สะพรั่ง ซึ่งเธอแพ้คดีและถูกปรับ 50,000 บาท แต่ไม่ต้องชำระ เนื่องจากเธอถูกจำคุกมานานเกินกว่าค่าปรับ

เธอฝากให้ช่วยกันเรียกร้องกับเรือนจำเพื่อสิทธิของนักโทษ ในการส่งจดหมายออก
1. ควรให้สามารถส่งจดหมายได้สัปดาห์ละสองฉบับ ปัจจุบันส่งได้สัปดาห์ละหนึ่งฉบับ
2. ทางเรือนจำมีขั้นตอนล่าช้าในการส่งจดหมาย เช่น จดหมายติดค้างนานเป็นเดือนเพราะไม่มีแสตมป์ ทั้งที่ผู้ส่งได้จ่ายค่าส่งไปแล้ว
การส่งจดหมายภายในเรือนจำมีความล่าช้ามากบางฉบับวันที่รับห่างจากวันที่ส่งจากตราประทับ มากกว่าสองสัปดาห์

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป ทางเรือนจำจะตัดงบประมาณอาหารลง ทั้งที่อาหารย่ำแย่อยู่แล้ว เช่น แกงไก่ จะมีส่วนผสม มะเขือ 1 ไร่ต่อไก่ 1 ตัว

เธอยังคงต้องการให้ช่วยหาหนังสือและวิดีโอ ที่มีสาระมาให้กับทางเรือนจำเพื่อฉายให้นักโทษดู เพราะอยากจะให้นักโทษที่พ้นโทษออกไปไม่พิการทางสมอง

เธอเห็นว่า การเสนอตัวของประเทศไทยเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ อาจจะนำมาสู่ความเสื่อมของประเทศเพราะอาจจะมีผู้คัดค้าน เพราะประเทศไทยยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน กับคนที่ความคิดเห็นต่างทางการเมือง
(แน่นอนเธอพูดถูก เพราะศาลไทยเริ่มถูกองค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล สอบถามเรื่องการพิจารณาคดีของเธอเป็นลับ องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน วิจารณ์การพิจารณาคดีของเธอ)

เธอฝากข่าวสารไปถึง สามเกลอ (คุณวีระ มุสิกพงษ์ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) ว่า ให้ช่วยมาเยี่ยมเธอบ้าง เธอหวังว่าพวกเขายังจำได้ถึงตอนที่ถูกจับตอนบุกบ้านสี่เสา เธอมาเยี่ยมพวกเขาทุกวัน ที่ผ่านมามีเพียงคุณจักรภพ เพ็ญแข เท่าที่เคยมาเยี่ยมเสมอ และฝากถึงหมอเหวง โตจิระการ ด้วยมาเยี่ยมเธอบ้าง

เธอบอกว่า ทางที่ดี สามเกลอน่าจะมาพากันมาติดคุกในข้อหานี้สัก 10,000 – 20,000 คน ถึงจะเกิดผลสะเทือน แค่การจับกุมแก๊งชาวจีน 70 คน ทางเรือนจำยังวุ่นวายในการจัดหาห้องขัง ถ้า 10,000 – 20,000 คนจะทำอย่างไร สำหรับการจะรอให้ศัตรูตายไปเองตามอายุขัยโดยไม่ทำอะไร เพียงแค่นี้พวกเราไม่ควรต่อสู้ทางการเมืองมาแต่แรก